Make your own free website on Tripod.com
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง

2.1 มันแกว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pachyrrhizus erosus Urban
วงศ์ Leguminosae
ชื่ออื่นๆ เครือเขาขน ถั้วบ้ง ถั่วกินหัว ละแวก มันแกวลาว มันละแวก มันลาว Jicama, Yam bean

มันแกวคนไทยรู้จักมันแกวเป็นอย่างดีและรู้จักนานมาแล้ว รู้จักกินหัวมันแกวเป็นอาหาร ส่วนใหญ่กินหัวมันแกวสดแบบเดียวกับการกินผลไม้ ปริมาณการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการปลูกมันแกวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการใช้บริโภคภายในประเทศแล้วเรายังสามารถส่งมันแกวเป็นสินค้าออกโดยส่งไปขายยังประเทศใกล้เคียง เช่น ลาวและมาเลเซียอีกด้วย ชาวไร่ทั่วประเทศผลิตมันแกวได้ประมาณ 47,443 ตัน (สถิติปี พ.ศ. 2510) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 47 ล้านบาท คาดว่าปริมาณและมูลค่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากปริมาณการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น และมีการส่งมันแกวเป็นสินค้าออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ปริมาณการผลิตจึงเพิ่มขึ้นเนื้อที่ปลูกมันแกวได้เพิ่มขึ้นจาก 33,638 ไร่ ในปี พ.ศ. 2507 เป็น 57,336 ไร่ ในปี พ.ศ. 2511 ผลิตผลเพิ่มจาก 31,226 ตัน ในปี พ.ศ. 2507 เป็น 52,748 ตัน ในปี พ.ศ. 2511

2.1.2 ประวัติความเป็นมาและแหล่งเพาะปลูก
มันแกวมีชื่อทางภาษาอังกฤษว่า แยมบีน(yam bean) เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโกและประเทศในแถบอเมริกากลาง ชาวสเปนได้นำมาปลูกในฟิลิปปินส์ ปัจจุบันมีการปลูกมันแกวกันโดยทั่วไปในประเทศแถบร้อน ได้แก่ แอฟริกาตะวันออก อินเดีย จีน และประเทศไทย เป็นต้น ในประเทศไทยมีการปลูกมันแกวมานานแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่า ชาวญวนเป็นผู้นำเข้ามาปลูกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือมีคนไทยนำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม เข้ามาปลูกทางตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะประชาชนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกชาวญวนว่า “แกว” จึงเรียกมันนี้ว่า มันแกว แต่ไม่มีการยืนยันข้อสันนิษฐานนี้
ปัจจุบันมีการปลูกมันแกวอยู่เกือบทั่วประเทศ มีปริมาณมากบ้างน้อยบ้างตามความเหมาะสมกับภูมิประเทศ มีปลูกมาอยู่ใน 54 จังหวัด ปลูกมากที่สุดในภาคกลาง ประมาณ 25,000 ไร่ จังหวัดที่ปลูกมากได้แก่ สระบุรี ชลบุรี สมุทรสาคร รองลงไป ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่ปลูกมากได้แก่ มหาสารคาม หนองคาย ขอนแก่น ภาคเหนือปลูกไม่มากนัก ที่จังหวัดลำปาง เชียงราย ส่วนภาคใต้ปลูกมันแกวน้อยกว่าภาคอื่นๆ มีการปลูกมาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จังหวัดที่ปลูกมันแกวมากที่สุดของประเทศได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม มีเนื้อที่เพาะปลูกถึง 8,364 ไร่ ให้ผลิตผล 7,115 ตัน (สถิติปี พ.ศ. 2511)

2.1.3 ลักษณะทั่วไป
มันแกวเป็นไม้เถาเลื้อย ใบคล้ายใบถั่ว หัวอวบ หัวมีขนาดแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ ที่พบมากเป็นพวกหัวใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 ซม. สีน้ำตาลอ่อน

2.1.4 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มันแกวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แพคีร์ริซุส อิโรซุส (แอล) เออร์บัน (Pachyrrhizus erosus (L) Urban.) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ต้นมีขนเป็นเถาเลื้อย ต้นอาจจะยาวถึง 5.5 เมตร ไม่แตกแขนง หัวอวบ มีขนาดใหญ่ โคนต้นเนื้อแข็ง ใบประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยมีจักใหญ่ ดอกสีชมพูหรือขาว ช่อดอกยาว 15-30 ซม. ฝักมีขนาดยาวประมาณ 7-15 ซม. ฝักเมื่อแก่จะเรียบมี 8-10 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาลหรือแดง ลักษณะจัตุรัสแบนๆ ต้นหนึ่งมีหัวเดียว หัวอาจเป็นหัวเรียบๆหรือเป็นพู ส่วนที่อยู่ใต้ดินมีอายุข้ามปี แต่ส่วนบนดิน คือ ต้นใบมีอายุปีเดียว

2.1.5 ชนิด
มันแกวที่ปลุกรับประทานมีชนิดใกล้เคียงกันกับ พี อิโรซุส (P.erosus) ดังกล่าวข้างต้นก็มี พี ทูเบอโรซุส (P.tuberosus) ซึ่งแตกต่างจาก พี อิโรซุส เล็กน้อย ที่มีใบย่อยใหญ่ ดอกสีขาว หัวมีขนาดใหญ่กว่า ฝักใหญ่กว่า มีความยาว 25-30 ซม. เมล็ดแบนใหญ่
มันแกวที่ปลูกมากในประเทศไทย ที่พบมี 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ พันธุ์หัวใหญ่ กับ พันธุ์หัวเล็ก ไม่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน นอกจากการเรียกชื่อตามท้องที่ที่ปลูก เช่น มันแกวเพชรบุรีบ้าง มันแกวลพบุรีบ้าง มันแกวบ้านหมอบ้าง ทางแถบสระบุรีเรียกพันธุ์ “ลักยิ้ม” เพราะเมล็ดมีรอยบุ๋ม ทางจังหวัดมหาสารคามมีพันธุ์งาช้าง

2.1.6 การปลูก
ฤดูปลูกนั้นมันแกวขึ้นได้ในสภาพดินฟ้าอากาศแบบหลายชนิดชอบอากาศค่อนข้างร้อน มีฝนปานกลาง ในอากาศที่หนาว ระยะเจริญเติบโตจะยาวนาน ในการผลิตหัวต้องการวันสั้น ถ้าปลูกในที่ที่มีวันยาวถึง 14-15 ชม. การเจริญเติบโตดี แต่ไม่ผลิตหัว ควรปลูกในระยะต้นถึงปลายฤดูฝน เพื่อเก็บหัวในฤดูแล้ง ถ้าปลูกฤดูแล้งหลังจากฝนหมดแล้ว จะมีหัวในเวลาที่ไม่นานนัก เช่น ปลูกเดือนพฤศจิกายน จะเก็บหัวได้ราวเดือนมกราคม หรือเดือนกุมภาพันธ์ แต่จะได้หัวเล็กเพื่อให้ได้หัวโต ควรปลูกราวเดือนมิถุนายน
การเลือกและการเตรียมที่ มันแกวชอบดินที่มีการระบายน้ำดี มีการเตรียมดินดี ไม่ชอบดินเหนียวน้ำขัง ชอบดินร่วนทราย การเตรียมดินก็เป็นเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่อื่นๆมีการไถพรวน พรวนให้ดินร่วนซุยดี เก็บวัชพืชให้หมดและยกร่องเพื่อปลูกมันแกวบนสันร่อง
การปลูกส่วนใหญ่จะปลูกด้วยเมล็ดเป็นส่วนใหญ่ มีบางครั้งปลูกโดยใช้หัว เพื่อรักษาลักษณะที่ดีไว้ ปลูกหลุมละ 2-3 เมล็ด ในบางประเทศปลูกโดยใช้ระยะระหว่างแถว 60-75 ซม. ระยะระหว่างหลุม 30-40 ซม. อินเดียและฟิลิปปินส์ใช้ระยะระหว่างแถว 15- 20 ซม. ระหว่างต้น 10 ซม. ผลการทดลองใช้ระยะ 15 ด 15 ซม. ให้ผลดี ประเทศไทยปลูกด้วยวิธียกร่อง ระยะระหว่างแถว 80-100 ซม. ระหว่างต้นแตกต่างกัน ชนิดหัวเล็กต้นห่างกัน 10-20 ซม. ชนิดหัวใหญ่ห่างกัน 30- 50 ซม.ถ้าไม่ยกร่องระยะระหว่างแถวแคบกว่านี้เล็กน้อย
ในเนื้อที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธ์ประมาณ 8 กก. หรือประมาณครึ่งถัง

2.1.8 ประโยชน์
องค์ประกอบของส่วนต่างๆของมันแกวมีดังนี้
หัว หัวมันแกวประกอบไปด้วยแป้งและน้ำตาลและมีวิตามินซีมาก ผลการวิเคราะห์ประกอบด้วย ความชื้นร้อยละ 82.38 โปรตีนร้อยละ 1.47 ไขมันร้อยละ 0.09 แป้งร้อยละ 9.72 น้ำตาลร้อยละ 2.17 non-reducing sugar ร้อยละ 0.50 เหล็ก(Fe) 1.13 มิลิกรัมต่อ 100 กรัมของโปรตีนที่กินได้ แคลเซียม (Ca) 16.0 มิลลิกรัม ไทอามีน 0.5 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม กรดแอสโคนิก 14 มิลลิกรัม
ฝัก ฟิลิปปินส์ทำการวิเคราะห์ฝักปรากฏว่าประกอบด้วยความชื้นร้อยละ 86.4 โปรตีนร้อยละ 2.6 ไขมันร้อยละ 0.3 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 10.0 เส้นใยร้อยละ 2.9 เถ้าร้อยละ 0.7 แคลเซียม 121 มิลลิกรัม/100 กรัม ฟอสฟอรัส(P) 39 มิลลิกรัม เหล็ก 1.3 มิลลิกรัม วิตามินเอ 575 IU ไทอามิน 0.11 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.09 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.8 มิลลิกรัม
เมล็ด ประกอบไปด้วยน้ำมันที่ใช้กินได้ร้อยละ 20.5-28.4 ผลการวิเคราะห์เมล็ดประกอบไปด้วยความชื้นร้อยละ 6.7 โปรตีนร้อยละ 26.7 น้ำมันร้อยละ 27.3 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 20.0 เส้นใยร้อยละ 7.0 เถ้าร้อยละ 3.68 เมล็ดแก่เป็นพิษเนื่องจากประกอบไปด้วยโรตีโนนร้อยละ 0.12-0.43 และไอโซฟลาวาโนน และทุฟราโนประมาณ 3 ฟีนิลดูมาริน
ส่วนที่ใช้เป็นประโยชน์ของมันแกว ส่วนใหญ่คือหัว หัวสดใช้เป็นอาหารเป็นผลไม้และผักหรือจะใช้หุงต้มปรุงอาหารก็ได้ หัวเล็กๆหรือเศษของหัวใช้เลี้ยงสัตว์ ฝักอ่อนต้มรับประทานเป็นผัก เมล็ดใช้ทำพันธุ์ เมล็ดแก่ป่นหรือบดใช้เป็นยาฆ่าแมลงหรือใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง ฝักแก่และเมล็ดแก่เป็นพิษต่อการบริโภคของคนและสัตว์ เนื่องจากเมล็ดมีน้ำมันซึ่งคล้ายน้ำมันจากเมล็ดฝ้าย น้ำมันจากเมล็ดมันแกวกินได้ ต้นหรือเถามันแกวมีความเหนียวในประเทศฟิจินำไปใช้ทำแห อวน ได้

2.2 ใบยาสูบ
ต้นยาสูบเป็นพืชที่สามารถขึ้นบนดินหลายสภาพ และสามารถเจริญงอกงามได้ในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย เมื่อนำใบของมันมาทำให้แห้งก็สามารถนำมาผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ ดังที่ทราบกันดีท่านทราบหรือไม่ว่ามีสารประกอบในใบยาสูบมากกว่า 4000ชนิด มีทั้งก๊าสต่างๆ สารประกอบเชิงซ้อน (compound substances) เช่น น้ำมัน tar, nicotine และ carbon monoxide สารที่สำคัญสามตัวที่จะขอกล่าวในที่นี้ก็คือ tar, nicotine และ carbon monoxide ตัวแรกให้โทษต่อร่างกายในฐานะที่เป็นสารก่อมะเร็ง ในขณะที่อีกตัวนั้นทำให้เสพย์ติด และอีกตัวเป็นก๊าสที่มีผลต่อการขนส่งอ๊อกซิเจนตามลำดับ
Tar เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่ประกอบไปด้วยสารเคมีนับพันชนิดที่สามารถทำลายเนื้อปอดได้ ส่วนประกอบบางอย่างของ tar ที่กล่าวถึงคือ กรดต่าง ๆ แอลกอฮอล์ สารอัลดีไฮด์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน และก๊าสอันตรายต่าง ๆ เช่น ไซยาไนด์ และ ไนโตรเจน อ๊อกไซด์ ล้วนแล้วแต่เป็นสารที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายทั้งนั้น
Nicotine เป็นสารที่พบเฉพาะในใบยาสูบเท่านั้น มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทแบบอ่อน ๆ โดยออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง ทำให้ผู้ที่ใช้เกิดการติดได้ nicotine ก็เหมือนกับสารกระตุ้นอื่น ๆ คือทำให้หลอดเลือดเกิดการหดรัดตัว (vasoconstriction) ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น และทำให้ความอยากอาหารลดน้อยลง ถ้ารับเอา nicotine เข้าไปในปริมาณที่สูงมากก็จะทำให้เกิดมือสั่น หายใจเร็ว และอันนี้แปลกประหลาดมากเลยก็คือทำให้ปัสสาวะน้อยลง
Carbon monoxide เป็นส่วนประกอบถึง 4 เปอร์เซนต์ของควันที่เกิดจากการเผาไหม้ของใบยาสูบ เป็นก๊าสที่ไม่มีทั้งสีและกลิ่น ทำให้เกิดการรบกวนของการแลกเปลี่ยนและการขนส่งอ๊อกซิเจนไปให้กับเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และมีความต้องการอ๊อกซิเจนสูงขึ้นทั้ง ๆ ที่รบกวนการขนถ่ายอ๊อกซิเจน นอกจากนี้ก็ยังทำให้Cholesterol เกาะที่หลอดเลือดได้ง่ายขึ้นด้วย อีกทั้งรบกวนการมองและการตัดสินใจ


2.3 เมล็ดพริกไทย
ชื่อพฤกษศาสตร์ Piper nigrum L.
วงศ์ PIPERACEAE
Common name: Pepper, Piper
พริกไทย เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีอายุหลายปี ลำต้นเป็นข้อ ที่ส่วนข้อจะโป่งพอง บริเวณนี้จะแตกรากสำหรับยึดเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบรูปไข่หรือไข่กลับ ขนาดยาว 8-12 ซม. กว้าง 5-8 ซม. ก้านใบยาว 1.5-3 ซม. มีเส้นใบที่แยกจากโคนใบจำนวน 3-5 เส้น โคนใบกลม มน หรือเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบแหลม มีเส้นใบร่างแหเห็นได้ชัดเจน ดอกเป็นดอกช่อ แตกออกจากกิ่งตามซอกใบ ช่อดอกยาว 5-12 ซม. ดอกย่อยมีก้านดอกสั้นมาก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาวหรือเขียวอ่อน ผลเป็นผลกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 มม. จัดเรียงอัดแน่นเกาะอยู่บนแกนกลางของผล มีเมล็ดเดียว ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดจะมีสีส้มแดง
พริกไทย มีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจในประเทศทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ แถบจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้บริเวณที่มีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างสูง พริกไทยเป็นพรรณไม้ดั้งเดิมของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย และสามารถปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก
สารสำคัญ เมล็ดพริกไทย ให้น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้จากเมล็ด ประกอบด้วย monoterpenes (ประมาณ 70-80%) ได้แก่ Thujene, Pinene, Camphene, Sabinene, Carene, Myrcene, Limonene, Phellandrene และ Sesquiterpenes (อีก 20-30%) และยังพบ alkaloids หลายตัว เช่น Chavicine, Piperine, Piperidine และ Piperittine เป็นต้น
สรรพคุณ พริกไทยดำและพริกไทยขาว ได้ถูกใช้กันในโลกตะวันออกมานานกว่า 4,000 ปี โดยใช้แก้ไข้มาเลเรีย และโรคทางเดินอาหารอื่น ๆ เช่น แก้บิดมีตัว, อหิวาตกโรค,ท้องเสีย, แก้ปวดท้อง, ช่วยย่อย เป็นยาบำรุงธาตุ, ขับลม, ขับเหงื่อ, ขับปัสสาวะ, แก้ไข้, แก้ปวดข้อ, ช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นระบบประสาท, บำรุงประสาท และช่วยการไหลเวียนของโลหิต alkaloid Piperine มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้

2.4 แอลกอฮอล์(เอธิลแอลกอฮอล์)
เอธิลแอลกอฮอล์ หรือ เอธานอล (Ethanol) หรือ grain alcohol
2.4.1 คุณสมบัติ
เอธิลแอลกอฮอล์เป็นของเหลวใสไม่มีสี มีกลิ่นหอมชวนดื่ม จุดเดือด 78 องศาเซลเซียส
เมื่อติดไฟจะให้เปลวไฟไม่มีสี มีความร้อนสูงเช่นเดียวกับเมธิลแอลกอฮอล์ ถ้าเอธิลแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำจะได้เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นตัวทำละลายที่สำคัญรองลงไปจากน้ำ แอลกอฮอล์ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด เช่น สุรา เบียร์ วิสกี้ บรั่นดี เป็นต้น

2.4.2 ประโยชน์
เนื่องจากเอธิลแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายที่ดีจึงใช้ในการอุตสาหกรรมทำสี ยา น้ำหอม น้ำมันขัดเงา และสารอินทรีย์อีกมามายหลายชนิด บรรดาทิงเจอร์ทั้งหลายก็เป็นสารละลายของเอธิลแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น สารละลายเอธานอลเข้มข้นร้อยละ 70 ใช้ฆ่าเชื้อโรค และใช้เป็นตัวทำละลาย

2.2 นิยามศัพท์
- ประสิทธิภาพ คือ ความสามารถในการกำจัดแมลง
- มันแกว คือ ผลไม้ชนิดหนึ่ง รับประทานหัวได้มีรสหวาน กรอบ เป็นพืชมีดอก และเมล็ด
เมล็ดแก่เป็นพิษต่อแมลง
- ใบยาสูบ คือ ใบของพืชชนิดหนึ่งเวลาสูบทำให้เกิดอาการมึนงงและมีกลิ่นฉุนที่แมลงไม่ชอบ
- เมล็ดพริกไทย คือ เมล็ดของพืชชนิดหนึ่งที่สามารถกำจัดแมลงได้
- เอทิลแอลกอฮอล์ คือ เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่เป็นตัวทำละลายที่ดี ติดไฟ
- น้ำ คือ ตัวทำละลายชนิดหนึ่ง ใส ไม่มีสี รับประทานได้ เป็นตัวทำละลายที่ดี
- เหล้าขาว คือ แอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหมัก
- กระบอกฉีดพ่น คือ กระบอกฉีดน้ำให้กระจายออกไปมีหลายรูปแบบ